สาระน่ารู้เรื่องอาหารสำหรับผู้สูงอายุ

เรื่องดี ๆ ของผักและผลไม้
ในผักและผลไม้มีสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย มีทั้งวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในสมัยก่อนคนไทยนิยมบริโภคผักพื้นบ้าน ซึ่งนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังเป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย

หัวหอม มีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่แพ้กระเทียม เป็นแหล่งของสารเคอร์เซติน ซึ่งเป็นสารเฟลโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ โดยปกติ หอมแดงจะมีสารเคอร์เซติน มากกว่าหอมสีขาว สารอาหารที่ให้สำคัญ คือ วิตามินซี โฟเลท โปแตสเซียม และใยอาหาร

ผักกาดขาว มีส่วนประกอบของน้ำถึงร้อยละ 94 ในผักกาดขาว 1 กิโลกรัม จะมี วิตามินซี 82 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 37 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 143 มิลลิกรัม แคลเซียม 112 มิลลิกรัม

แครอท มีคุณค่าทางอาหารให้วิตามินเอ ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตาในผู้สูงอายุ

ผักคื่นช่าย มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหย แอลกอฮอล์ วิตามิน ช่วยลดความดันโลหิตทำให้อารมณ์สงบ

กระเทียม การกินกระเทียมวันละ 2-3 กลีบทุกวัน ไม่เพียงแต่ทำให้เจริญอาหาร หากยังสามารถป้องกันโรคระบบทาง เดินอาหาร ช่วยป้องกันหวัด โรคระบบทางเดินอาหาร และยังช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

องุ่น กินองุ่นเป็นประจำจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย จิตใจผ่องใส องุ่นยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 ช่วยรักษาโรคโลหิตจางจะดีมาก

พุทราจีน เป็นผลไม้ที่มช้บำรุงร่างกายที่ดีชนิดหนึ่ง บำรุงประสาท เพิ่มพลังงาน บำรุงเลือด ในพุทราจีน 1 กก. มีวิตามินซี 3800- 6000 มก. ถือเป็นอันดับหนึ่งของผลไม้ทั้งปวง นอกจากยังมีวิตามินบี ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะคือช่วยย่อย มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ในทุก 1 กก. จะมีฟอสฟอรัสมากถึง 9 กรัม ธาตุเหล็ก 10.3 กรัม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบำรุงสมองและบำรุงเลือด และบำรุงประสาท

สาลี่ มีปริมาณน้ำตาลผลไม้และมีรสเปรี้ยวในตัว มีสรรพคุณในการระงับอาการไอ บำรุงปอด

ที่มาจาก หนังสือ อาหารทั่วไปและเฉพาะโรคผู้สูงอายุ สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
 
กายภาพบำบัดน่ารู้
ปวดหลังปัญหากวนใจใกล้ตัว
ปวดหลังเป็นอาการที่แทบจะทุกคน เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนหรือแม้แต่วัยรุ่นบางคนจะต้องเคยมีประสบการณ์เรื่องการปวดหลัง อาการปวดหลังเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากและเป็นต้นเหตุสำคัญ 70-80 % ที่นำผู้ป่วยมาหาแพทย์ อาการปวดหลังโดยทั่วไปไม่มีอาการร้ายแรง แต่เป็นปัญหากับผู้คนในวัยทำงาน และการดำรงชีวิต ในต่างประเทศเคยมีการวิจัยถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากอาการปวดหลัง การเข้ารับการตรวจรักษา รวมถึงการหยุดงานเพื่อพักฟื้นพบว่าต้องสูญเสียเงินและเวลาเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นการตรวจรักษาที่ถูกต้องรวมไปถึงการป้องกันและปฏิบัติตัวที่ถูกวิธี จะเป็นวิธีจัดการกับอาการนี้ได้ถูกต้องความรู้เรื่องอาการปวดหลังจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ควรทำการศึกษาทำความเข้าใจและจดจำไว้เพราะจะได้มีโอกาสนำไปใช้ประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต

ปวดหลังเป็นเหมือนสัญญาณเตือน เป็นระบบป้องกันภัยของร่างกายมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพื่อเตือนให้ทราบถึงอันตรายที่ร้ายแรงที่จะเกิดตามมาถ้าไม่ได้รับการเอาใจใส่และป้องกันแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา สาเหตุของอาการปวดหลังเกิดมาจากหลายสาเหตุ หลายอวัยวะและหลายระบบ เช่นการอักเสบ การติดเชื้อโรคในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติต่างๆในช่องท้อง สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากระบบออร์โธปิดิกส์ ได้แก่ กระดูกหลัง กล้ามเนื้อ และเอ็น บริเวณหลัง อาการปวดหลังส่วนหนึ่งจะมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ถูกระแทกชน จากการยกของหนัก เดินทางไกล นั่งนานเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง เพื่อเตือนให้หยุดการกระทำดังกล่าว และพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว

สาเหตุของอาการปวดหลังมักเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาท กล้ามเนื้อ และเอ็นบริเวณหลัง ซึ่งอาการปวดมักจะเป็นอยู่แต่เฉพาะบริเวณหลังหรืออาจเกิดจากการเสื่อม หรือแตกของหมอนรองกระดูกร่วมกับการกดทับเส้นประสาทที่ออกมาจากไขสันหลัง ทำให้มีอาการปวดร้าวเสียว หรือชาบริเวณเอวสะโพก ต้นขา ขา หรือบางครั้งลงไปถึงเท้า และปลายนิ้วเท้า ถ้าเป็นมากหรือทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดอาการชา ไม่มีกำลัง และเป็นอัมพาตได้ในที่สุด

โดยทั่วไปการรักษาอาการปวดหลังมีหลายวิธีตามแต่ความรุนแรงของอาการ ซึ่งมักเริ่มด้วยการแนะนำให้พักผ่อน รับประทานยาแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานวน หรือยาทาบางชนิด ช่วยให้สบายและหายเร็วขึ้น ถ้ายังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร อาจต้องเพิ่มการรักษาโดยกายภาพบำบัด อันได้แก่ การอบด้วยความร้อนลึก การกระตุ้นด้วยๆไฟฟ้า การดึงถ่วงด้วยน้ำหนักด้วยขนาดและท่าที่เหมาะสม หรืออาจจะเป็นการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยเรา เช่นการนวดแผนไทยซึ่งได้มีการศึกษาและวิจัยออกมาแล้วว่ามีผลในเรื่องของการบรรเทาปวด ลดอาการเก็งตัวของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของลำตัว ร่วมกับการประคบด้วยลูกประคบสมุนไพร ซึ่งมีสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ เช่น ไพล ขมิ้น เป็นต้น โดยจะให้ผลในเรื่องการผ่อนคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ถ้ายังไม่ได้ผลดีหรืออาการหนักขึ้น อาจต้องอาศัยวิธีการผ่าตัดเป็นวิธีสุดท้ายก็ได้

ตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่ากระบวนการวินิจฉัยและรักษามีหลายขั้นตอน ตัวท่านเองอาจไม่แน่ใจว่าอาการปวดหลังอันเป็นปัญหานั้นมากขนาดไหนจึงจะเหมาะกับขั้นตอนการรักษาระดับใด วิธีที่ดีและปลอดภัย ที่สุดคือ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ท่านจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมยิ่งกว่านั้นยังจะได้รับการคำแนะนำในการป้องกันไม่ให้อาการปวดหลังกลับมาเป็นอีก

ด้วยหลากหลายเหตุผลที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการป้องกันและส่งเสริมสุขลักษณะที่ถูกต้องในการใช้หลังย่อมดีกว่าการรักษาหรือการตามแก้ปัญหา ซึ่งการมีสุขภาพหลังที่ดีย่อมเป็นความปรารถนาของทุกคน

ที่มา ปวดหลังการตรวจร่างกายและดูแลตนเองเบื้องต้น ศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ
 
ผู้สูงวัยจ๋า มาขยับกายากันเถอะ

ทำไมต้องออกกำลังกาย
ขณะนี้สาเหตุการตายของประชนชนในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ให้ความใส่ใจในสุขภาพของตนเองลดน้อยลง มีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา หรือแม้แต่การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ ซึ่งในผู้สูงอายุปัญหาสุขภาพที่มักพบส่วนใหญ่จะเกิดจากความเสื่อมของอวัยวะต่างๆในร่างกาย อันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังที่กล่าวมาหรือเกิดจากการเสื่อมตามวัยนั่นเอง ปัญหาทางด้านสุขภาพต่างๆ ที่เกิดกับผู้สูงอายุสามารถป้องกันได้เช่นกัน ในปัจจุบันนี้เราสามารถป้องกันโรคได้หลายโรคด้วยวิธีการง่ายๆโดยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเพื่อป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพ เพราะได้ผลและประหยัด การออกกำลังกายเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีความสุข คือสุขทั้งกายและสุขทั้งใจ
การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ เนื่องจาก

1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดี ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตต่ำ มีภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น และป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม

2. ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก การทรงตัว และทำให้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น

3. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

4. ช่วยลดความเครียด และทำให้การนอนหลับพักผ่อนดีขึ้น

ในการออกกำลังกายทุกครั้ง ผู้สูงอายุควรจะประเมินความเหมาะสม และความสามารถก่อน เช่น บางคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังกายประเภทใด และมากน้อยเพียงใด การเริ่มออกกำลังกายนั้นควรเริ่มจากการศึกษาหลักการให้ถูกต้องก่อน แล้วค่อย ๆ เริ่ม ไม่ควรหักโหมมากในครั้งแรก ๆ เพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกายก่อน การออกกำลังกายที่ดี ควรเป็นการออกกำลังกายที่ต่อเนื่องไม่ใช่หักโหมทำเป็นครั้งคราว ควรเริ่มจากการอุ่นร่างกาย (ประมาณ 5-10 นาที) ออกกำลังกาย (15-20 นาที) และจบด้วยการผ่อนคลาย (5-10 นาที) ทุกครั้ง ในการออกำลังกายทุกครั้งไม่ควรกลั้นหายใจ หรือสูดลมหายใจอย่างแรง ควรหายใจเข้า และออกยาว ๆ เพื่อช่วยระบบการหายใจของร่างกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสมของผู้สูงอายุนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบต่าง ๆ ได้แก่

• เดิน เวลาเดินออกกำลังกาย ผู้สูงอายุควรเดินให้เร็ว เพื่อให้หัวใจมีการเต้นเพิ่มขึ้น และควรแกว่งแขนเบา ๆ ไปมา เพื่อบริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ หากเดินเร็วมากไม่ได้ ต้องเพิ่มเวลาในการเดินให้มากขึ้น ควรใช้รองเท้าที่เหมาะสม และคามเดินในตอนเช้าในที่ที่อากาศบริสุทธิ์ ปลอดโปร่ง

• วิ่ง ควรวิ่งช้า ๆ เฉพาะผู้ที่มีข้อเท้าดี และเลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่ง ถ้ารู้สึกเหนื่อยมากควรหยุด หรือเปลี่ยนเป็นเดินเมื่อหายเหนื่อยแล้วจึงวิ่งต่อ ถ้าร่างกายแข็งแรงควรวิ่งให้นานขึ้น ควรเพิ่มระยะเวลาวิ่งดีกว่าเพิ่มความเร็วในการวิ่ง

• โยคะ การออกกำลังกายแบบโยคะ จะเป็นการออกกำลังกายที่ผสมผสานไปกับการหายใจให้ออกซิเจนได้เข้าสู่ร่างกาย
ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้สูงอายุการทำสมาธิ และมีจิตใจที่ปลอดโปร่งแจ่มใสด้วย อย่างไรก็ตามควรฝึกกับครูผู้ชำนา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

• รำมวยจีน การรำมวยจีนนั้นคล้ายกับการฝึกโยคะในแง่ที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุฝึกสมาธิไปในตัว จะเน้นการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ของร่างกายทุกส่วน เหมาะกับผู้สูงอายุทั่วไปที่ไม่มีปัญหาเรื่องข้อเท้า ควรฝึกภายใต้การดูแลของครูผู้ชำนาญเช่นกัน

• รำไม้พลอง จะช่วยในการรักษาความสามารถการเคลื่อนไหวของข้อต่าง ๆ ในร่างกาย แต่อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักกายภาพก่อนเลือกท่าที่เหมาะสม

• การขี่จักรยาน หรือการใช้อุปกรณ์ในการออกกำลังกาย

• ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในน้ำ

• การบริหารท่าต่าง ๆ หรือกีฬาที่เป็นประเภท ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ากีฬาหรือท่าบริหารใดเหมาะกับท่าน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
ข้อมูลจาก http://www.bangkokhealth.com/old_htdoc/old_health_detail.asp?Number=9227